วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 17, 2560

ทหารฟ้องนักวิชาการไทยศึกษาที่เชียงใหม่ ข้อหามั่วสุมชุมนุมการเมือง

ว่าถึงเรื่องแจ้งความดำเนินคดีนักวิชาการไทยศึกษากับพวก
ชำนาญ จันทร์เรือง

อนุสนธิจากการประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษา ครั้งที่ 13 (13th International Conference on Thai Studies) ที่เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 15-18 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งถือได้ว่าเป็นการประชุมไทยศึกษาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะมีผู้เข้าร่วมเป็นนักวิชาการด้านนี้ที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลกกว่า 1 พันคน มีหัวข้อการประชุมและบทความที่นำเสนอกว่า 500 บทความ

แต่น่าเสียดายที่สิ่งดีๆ เหล่านี้ได้ถูกลดทอนหรือทำให้เสียบรรยากาศจากผู้ที่ไม่เข้าใจและมีความวิตกกังวลมากเกินเหตุ

ในการประชุมฯ มีการแลกเปลี่ยนและนำเสนอบทความทางวิชาการอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ขึ้นอย่างมากมาย มีการทำกิจกรรมและนิทรรศการควบคู่กันไป มีการรวมตัวและออกแถลงการณ์ (อันเป็นปกติในเกือบทุกๆ เวทีวิชาการ) ให้ คสช.ผ่อนคลายการจำกัดสิทธิเสรีภาพจากนักวิชาการที่เข้าร่วมประชุม ซึ่งบรรยากาศการประชุมฯ ก็ดำเนินไปด้วยดี

โดยในระหว่างประชุมเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมาทำหน้าที่ในการหาข่าวและถ่ายรูปตามปกติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด

แต่ในการทำหน้าที่นั้นบางครั้งก็ดูรุ่มร่าม ประเจิดประเจ้อ ลุกเข้าลุกออก ฯลฯ จนทำให้นักวิชาการไทยมีความรู้สึกว่าน่าอาย

ถึงวันสุดท้ายก็เลยมีการจัดทำแผ่นกระดาษ (flip chart) นำมาเรียงต่อกันเป็นข้อความ “เวทีวิชาการไม่ใช่ค่ายทหาร” ซึ่งผู้พบเห็นต่างก็มาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันพอสมควร

แต่การณ์กลับปรากฏว่าในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ได้มีการเผยแพร่การรายงานข่าวของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ถึงหน่วยงานในส่วนกลาง โดยระบุรายชื่อผู้เข้าประชุมบางคนว่ามีพฤติกรรมที่อาศัยการประชุมฯ เพื่อดำเนินกิจกรรมและจะได้เรียกตัวมาพูดคุยต่อไป ซึ่งเรื่องก็เงียบหายไป โดยเป็นที่เข้าใจว่าเรื่องคงยุติไปแล้ว หลังจากที่ผู้จัดและจังหวัดเชียงใหม่ได้รับคำชื่นชมมากมาย

แต่ในที่สุดไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลอันใด ในวันที่ 11 สิงหาคม 2560 ได้มีหมายเรียกผู้ต้องหาโดยการแจ้งความของนายทหารจากกองกำลังรักษาความสงบในพื้นที่ โดยระบุตัวผู้ต้องหาคือ นายชยันต์ วรรธนะภูติ (ประธานฝ่ายวิชาการของการประชุมฯ) กับพวกรวม 5 คน 

ในข้อหา มั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปโดยไม่ได้รับอนุญาต จากหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย"

โดยกำหนดให้ไปพบกับพนักงานสอบสวนในวันอังคารที่ 15 สิงหาคม 2560 เวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา ที่ สภ.ช้างเผือก จ.เชียงใหม่ แต่เนื่องจากเป็นช่วงระยะเวลาที่กระชั้นชิดและผู้ต้องหาบางรายยังไม่ได้รับหมายเรียกฯ อย่างเป็นทางการ

ผู้ต้องหาจึงขอเลื่อนการเข้าพบไปเป็นวันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม 2560 เวลา 13.00 น.

การที่มีหมายเรียกผู้ต้องหาในครั้งนี้ ได้สร้างความงุนงงสงสัยและความคับข้องใจแก่นักวิชาการทั้งหลายที่ทราบข่าวนี้เป็นอันมาก เหตุผลคงมิใช่เพียงเพราะผู้ที่ถูกหมายเรียกฯ เป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงในระดับโลกด้านไทยศึกษา หรือมีนักข่าวและนักแปลกับนักกิจกรรมตกเป็นผู้ต้องหาด้วย ซึ่งจะทำให้ไทยเราตกเป็นข่าวไปทั่วโลก เท่านั้น

ล่าสุด Human Right Watch ได้ออกแถลงการณ์แล้ว(https://www.hrw.org/news/2017/08/16/thailand-drop-bogus-charges-against-thai-studies-academics)

แต่ด้วยข้อที่ถูกกล่าวหานั้น เมื่อดูตามองค์ประกอบของการกระทำความผิดแล้ว ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็ไม่เข้าข่ายในฐานความผิดนี้ไปได้

ครั้นดูเหตุผลทางด้านการดำเนินนโยบายทางการเมืองการปกครอง แล้วยิ่งไม่เข้าใจว่าเมื่อทำเช่นนี้ รัฐหรือฝ่ายบ้านเมืองจะได้อะไร นอกจากจะเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู ที่มักไม่ได้ผลอะไร กลับเป็นผลเสียต่อฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐเองเสียด้วย

ซ้ำร้ายตอนแรกดูเหมือนว่าจะใจกว้าง แต่กลับมาดำเนินคดีในภายหลัง และเป็นการดำเนินคดีโดยอาศัยคำสั่ง คสช. ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ให้การรับรองสิทธิเสรีภาพนี้ไว้

จริงอยู่แม้ว่าจะมีบทเฉพาะกาลกำหนดให้คำสั่ง คสช.ยังคงสามารถบังคับใช้ได้ แต่ข้อยกเว้นย่อมไม่อาจที่จะไปขัดแย้งกับหลักการสำคัญที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้

บางคนอาจจะโต้แย้งว่าเมื่อไม่ผิดแล้วจะกลัวอะไร (อีกแล้ว) ก็ให้การต่อสู้หักล้างสิ

ใช่ครับ มันก็คงต้องเป็นอย่างนั้น แต่อย่าลืมว่าคนเราเมื่อเป็นคดีความแล้วย่อมมีความยากลำบากตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าใช้จ่าย ภาระที่จะต้องแก้ต่าง กำหนดนัดหมายงาน ฯลฯ แม้ว่าในที่สุดแล้วอาจจะมีการสั่งไม่ฟ้องหรือยกฟ้องก็ตาม

ส่วนเรื่องที่จะให้ไปลงชื่อทำ MOU พร้อมกับปรับทัศนคติแล้วคดีเลิกกัน นั้นคงยากที่เป็นไปได้ เพราะมันหมายถึงเป็นการแสดงว่ายอมรับผิดในสิ่งที่ตนเองเชื่อว่าไม่ได้ทำความผิด

การดำเนินคดีในลักษณะเช่นนี้ย่อมเป็น “การอาศัยกฎหมายเป็นเครื่องมือ” เข้ามาดำเนินการต่อผู้ที่เห็นต่างกับตนเอง ซึ่งเป็น Rule by Law มิใช่ Rule of Law แต่อย่างใด

เล่าจื๊อ (ตอนนี้กำลังฮิต ฉายที่ช่อง อสมท.ทุกคืนวันเสาร์อาทิตย์ อย่าไปห้ามเขาฉายเสียล่ะ) สอนไว้นานแล้วแต่ก็ยังใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัยว่า

กฎหมาย กฎเกณฑ์ เป็นสิ่งที่คอยกระตุ้นให้ประชาชนเอาแต่จะฝ่าฝืน  ยิ่งมีความเข้มงวดกวดขันและมีข้อห้ามต่างๆ ในโลกมากขึ้นเพียงไร หรือยิ่งมีกฎหมายและคำสั่งมากขึ้นแค่ไหน ขโมยและโจรผู้ร้ายก็ยิ่งมากขึ้นเพียงนั้น

ฉะนั้น การกระทำขั้นแรกของนักการปกครองคือ จะต้องขจัดเหตุทั้งหลายอันเป็นสมุฎฐานของความเสื่อมโทรมในสังคมและความยุ่งเหยิงในทางการเมืองเสียก่อน (ซึ่งก็คือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือให้น้อยที่สุด – ผู้เขียน)

บ้านเมืองเราถอยหลังไปไกลมากแล้ว อย่าให้มันถอยหลังไปมากกว่านี้เลยครับ การรักชาติทำได้หลายแบบหลายวิธี เจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็รักชาติตามแบบของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง นักวิชาการก็รักชาติตามแบบของนักวิชาการ

แต่วิธีหนึ่งที่ตรงกันและจะแสดงให้เห็นถึงการรักชาติอย่างแท้จริงก็คือ การปกป้องเกียรติภูมิและชื่อเสียงของชาติมิให้ตกต่ำ เป็นที่น่ารังเกียจเดียดฉันท์ของเพื่อนร่วมโลก ซึ่งจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจนเป็นผลเสีย ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ ผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริงก็คือประชาชนตาดำๆ นั่นเอง

จิ้งจกทักคนยังฟัง นี่เป็นคนตัวเป็นๆ ที่ก็รักชาติเหมือนกัน ทักแล้วจะไม่ฟังกันบ้างเลยหรืออย่างไร

----------

หมายเหตุ ปรับปรุงจากการเผยแพร่ในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 16 สิงหาคม 2560

"ผมสู้เต็มที่แล้ว ทั้งสู้กับตัวเอง สู้กับทุกอย่าง ก็สู้ได้แค่นี้"

เหตุผลจากไผ่และทนาย “ทำไมไผ่มันรับสารภาพ”
iLaw· :"ไม่มีทางเลือก" เหตุผลจากไผ่ ในวันที่ตัดสินใจรับสารภาพ

15 สิงหาคม 2560 จตุภัทร์ หรือ "ไผ่ ดาวดิน" จำเลยคดีมาตรา 112 จากการแชร์บทความของบีบีซีไทย ถูกนำตัวมาศาลเพื่อฟังการสืบพยาน หลังการปรึกษาหารืออย่างเคร่งเครียดกับครอบครัว ไผ่กลับคำให้การจากปฏิเสธเป็นรับสารภาพ และศาลจังหวัดขอนแก่นตัดสินให้จำคุก 5 ปี ลดเหลือ 2 ปี 6 เดือน
หลังการฟังคำพิพากษา กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความ แถลงข่าวชี้แจงว่า วันนี้หลังไผ่และครอบครัวได้คุยปรึกษากันแล้ว เห็นร่วมกันว่า ด้วยเหตุผลส่วนตัวและยุติปัญหาต่างๆ จะให้การรับสารภาพ และแถลงต่อศาลขอกลับคำให้การเป็นรับสารภาพ ศาลจึงงดการสืบพยานและอ่านคำพิพากษาในเวลาประมาณ 16.00 น. ให้จำคุก 2 ปี 6 เดือน ตามมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
กฤษฎางค์ กล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้ไผ่ถูกจำคุกโดยไม่ได้ประกันตัวมาแล้วประมาณ 8 เดือน โทษจำคุกหลังจากนี้ก็จะต้องนำ 8 เดือนที่จำคุกมาแล้วไปหักออกด้วย
เมื่อถามว่า สาเหตุใดทำให้เปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพ กฤษฎางค์ตอบว่า การเปลี่ยนคำให้การวันนี้เป็นการตัดสินของไผ่กับครอบครัว ซึ่งก่อนหน้านี้ไผ่ได้ต่อสู้มาตลอด โดยยอมรับว่าเป็นคนแชร์ข้อมูลจากบทความของบีบีซีไทยจริง แต่คิดว่าสิ่งที่ทำไปนั้น ไม่เป็นความผิด
เป็นเพียงการวิตกกังวลต่อสายตาของผู้สื่อข่าวต่างชาติที่มองการเมืองไทย และคิดว่า สังคมน่าจะตรวจสอบความเป็นจริงนั้นมากกว่าจะมาลงโทษไผ่
แต่ตลอด 7 เดือนที่ต่อสู้คดีมานั้น ศาลจังหวัดขอนแก่นสั่งให้พิจารณาคดีโดยลับ แม้ทางฝ่ายจำเลยจะคัดค้านก็ไม่เป็นผล และรายละเอียดเกี่ยวกับคดีก็ไม่สามารถเปิดเผยได้ เราจึงปรึกษากันหลายครั้งว่า การต่อสู้คดีอาจจะไม่เป็นประโยชน์ที่ไผ่จะได้อธิบายความรู้สึกของเขาต่อสังคม
ด้านวิบูลย์ หรือพ่อของไผ่ กล่าวว่า หลังฟังคำพิพากษาแล้วทางครอบครัวและตัวไผ่ยังไม่ได้คิดต่อว่า จะเอาอย่างไรต่อไป จะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาหรือไม่ ส่วนผลที่ออกมานั้น ก็คงไม่มีใครพอใจที่จะให้ลูกของตัวเองติดคุกด้วยสภาพข้อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเช่นนี้
พ่อของไผ่ เล่าว่า ไผ่ต่อสู้มาตลอดก็เพื่อจะพิสูจน์ว่ากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างไร แต่การต่อสู้คดีนี้ถูกบีบให้ต้องสู้ในมุมอับ ไผ่พยายามจะสู้ให้สังคมเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างไร แต่คดีก็ถูกสั่งพิจารณาลับ สิทธิประกันตัวก็ไม่ได้รับ
วันนี้ศาลตัดสินแล้วก็จบในส่วนของคดีความ ส่วนสังคมจะตัดสินอย่างไรยังไม่จบ ต้องขึ้นอยู่กับสังคม
ด้านตัว ไผ่ มีอาการเครียดมากในช่วงเช้า แต่ช่วงบ่ายมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส่เหมือนปกติ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ก่อนมาศาลวันนี้ไม่ได้คิดว่าจะมารับสารภาพ ขณะที่อยู่ในเรือนจำได้แต่คิดเรียบเรียงว่า จะเบิกความในคดีของตนเองเพื่ออธิบายอย่างไรบ้าง แต่วันนี้เมื่อมาคุยแล้วพบว่า ไม่มีทางเลือก
"ผมสู้เต็มที่แล้ว ทั้งสู้กับตัวเอง สู้กับทุกอย่าง ก็สู้ได้แค่นี้" ไผ่กล่าว

Krisadang Nutcharus with Sai Kunthika Nutcharus.· :การสารภาพของไผ่ ดาวดิน ในสายตาของผม
อันที่จริงไม่คิดจะพูดหรือเขียนเกี่ยวกับเรื่องคดีของไผ่อีกแล้ว เพราะเมื่อวานนี้ (15 สค. 60) ศาลจังหวัดขอนแก่นได้พิพากษาจำคุกไผ่ไปแล้ว 2 ปี 6 เดือน
แต่หลังจากที่ศาลตัดสินแล้ว มีผู้คนมากมายทั้งสื่อมวลชนไทยและเทศรวมทั้งญาติสนิทมิตรสหายถามไถ่ผมในฐานะที่เป็นทนายความ(คนหนึ่ง)ของไผ่ว่า “ทำไมไผ่มันรับสารภาพ” จึงเป็นเหตุให้ผมตัดสินใจพูดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง
ต้องบอกก่อนว่า ความคิดเห็นของผมในเรื่องนี้เป็นความคิดเห็นของผมเพียงคนเดียว ไม่เกี่ยวข้องกับไผ่และครอบครัวของไผ่หรือทนายความคนอื่น ๆ ทั้งสิ้น และผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาโดยไม่ได้รับฉันทานุมัติจากใครเลย
ประการแรกในเรื่องนี้คือ “ผมรู้มาก่อนมั้ยว่าไผ่จะรับสารภาพไม่ต่อสู้คดีนี้”
ตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า “ไม่รู้”
อธิบายความไว้อย่างนี้ว่า ข้อเสนอที่จะให้ไผ่รับสารภาพไม่ต่อสู้คดีนี้นั้นความจริงมันมีมาก่อนหน้านี้นานแล้วตั้งแต่ที่ไผ่ถูกจับใหม่ ๆ ทั้งจากผู้ปรารถนาดีจากญาติมิตรบางส่วนและแม้จากผู้มีอำนาจที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับไผ่
ผมและเพื่อนทนายความเองไม่เคยซักไซ้หรือเสนอความเห็นเรื่องนี้แต่อย่างใด เพราะไผ่ก็ไม่มีท่าทีกับเรื่องนี้เลย แถมดูท่าทางไม่สนใจเสียด้วยซ้ำ
จนกระทั่งเช้าวันที่ 15 สค. 60 ซึ่งมีนัดสืบพยานฝ่ายโจทก์ในคดีนี้ ก่อนเริ่มพิจารณาคดีผู้พิพากษาเจ้าของคดีได้เชิญผมกับทนายจำเลยคนอื่นไปถามที่หน้าบัลลังก์ของศาลว่า เรื่องนี้ทางฝ่ายจำเลยมีความเห็นอย่างไร หมายถึงยังยืนยันจะต่อสู้คดีหรือจะพิจารณาในทางอื่น (ซึ่งหมายความถึงการรับสารภาพ)
ผมจำได้ว่า ผมเรียนท่านผู้พิพากษาไปอย่างชัดเจนว่า ผมขอให้ไผ่และครอบครัวเป็นผู้ตัดสินใจดีกว่า แล้วในที่สุดผมก็ปล่อยให้ไผ่กับพ่อแม่อยู่ในห้องพิจารณาคดีที่ 8 กับผู้พิพากษาเพื่อใคร่ครวญเอง
ประมาณเกือบชั่วโมงพ่อกับแม่ของไผ่เดินออกมาจากห้องพิจารณาและขอให้ผมกับทนายแสงชัยเข้าไปคุยกับไผ่
ไผ่นั่งอยู่บนม้านั่งยาวในห้องพิจารณาคดีเพียงลำพัง เราสบตากันอยู่นาน ไผ่ยังคงทรนงองอาจอย่างที่เขาเคยเป็น
ผมพูดกับไผ่อยู่สามประโยคทั้งที่เขาไม่ได้ถามอะไร ผมบอกเขาว่า ผมเชื่อว่าคุณไม่มีวันชนะในการตัดสินคดีนี้อย่างแน่นอน ส่วนการตัดสินใจใด ๆ ของคุณในวันนี้นอกจากเพื่อตัวเองแล้วคงต้องคิดเพื่อพ่อกับแม่ที่รักคุณสุดหัวใจด้วย และสุดท้ายอย่าหวังว่าการต่อสู้เพื่อความถูกต้องและเป็นธรรมจะได้รับชัยชนะได้ในเร็ววัน
แต่ที่สำคัญกว่าคือประสบการณ์ความเจ็บปวดที่คุณได้รับเพื่อความถูกต้องและเป็นธรรมทุก ๆ ครั้งที่ผ่านมาจะสอนให้คุณรู้คุณค่าของความถูกต้องเป็นธรรมที่คุณใฝ่ฝันหา
ไผ่มองหน้าเราสองคนและพยักหน้า
ผมเดินกลับไปหาผู้พิพากษาและบอกว่า จำเลยจะรับสารภาพ
คำถามสุดท้ายของผู้คนที่มีต่อผมคือ “ทำไม่ไผ่จึงรับสารภาพ”
ขอตอบว่า ผมไม่รู้และไม่อยากรู้
ผมเข้าใจว่าคำตอบมีอยู่ในสิ่งที่เกิดขึ้นในคดีนี้แล้วนับแต่วันที่ไผ่แชร์ข้อความจากบีบีซีไทยในเฟซบุ๊คของเขาจนกระทั่งถึงวันที่ศาลตัดสิน
สิ่งที่ผมแถลงต่อสังคมไปถึงเหตุที่ไผ่รับสารภาพนั้นเป็นสิ่งที่ไผ่บอกกับผมในฐานะทนายความของเขาเพื่อแจ้งให้สังคมรับทราบ
แต่สิ่งที่เราทั้งคู่เข้าใจดีคือ การถูกพิพากษาตัดสินว่าผิดในคดีนี้ก็เป็นเพียงไปตามที่ตัวบทกฎหมายของสังคมในวันนี้กำหนดไว้เท่านั้น
ความเป็นธรรมและความถูกต้องในหัวใจของเราเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
สิ่งที่เราได้รับในวันนี้ก็เป็นเพราะเราได้ทำมันในวันเวลาที่ผ่านมา
และสิ่งที่เราจะได้รับในอนาคตก็จะได้จากสิ่งที่เราจะทำต่อไปจากวันนี้ต่างหาก

เสร็จสมอารมณ์หมาย สปท. เรียงหน้าเข้ามาปฏิรูปประเทศต่อ

เสร็จสมอารมณ์หมาย สปท. เรียงหน้าเข้ามาปฏิรูปประเทศต่ออีก ๒๐ ปี “ไม่มีเงินเดือน” นะ ได้แค่เบี้ยประชุมคนละ ๔ หมื่น ๘ พันต่อเดือนเท่านั้น

ทั่นรองฯ ฝ่ายกฎหมายแจงสรรพคุณ ๑๒๐ อรหันต์ผู้เสียสละ “ได้น้อยกว่าค่าตอบแทนของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (ถึง) ครึ่งหนึ่ง” เชียวละ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีบอกกับนักข่าว


ขณะที่ทั่นรองฯ ฝ่ายกลาโหมแย้งเสียงลือ ว่าทุกคนมีผลงาน ที่ผ่านมาทุ่มเทให้กับประเทศ แก้ไขปัญหา จริงจัง ตั้งใจ (กำจัดระบอบทักษิณให้สิ้นซาก) ทั้งสิ้น

“ที่บอกว่ามีแต่เด็กบิ๊กป้อมเยอะนั้น ผมถามว่าใครล่ะ ไม่มีแน่นอน” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ปฏิเสธเสียงแข็ง “หากมีให้ไปหาชื่อมา”

(http://www.thairath.co.th/content/1039495 และ http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=803948 ข่าวนี้เขาแถมเรื่องวันที่ ๒๕ สิงหาด้วย)

อย่าง เอนก เหล่าธรรมทัศน์ แห่ง ม.รังสิตงี้ เพิ่งประกาศตน “เชื่อมั่นประเทศไทย” ขอเป็นข้ารองบู้ทส์ คสช. “ทำงานใหญ่ต่อไป” เลยได้คุมคณะปฏิรูปการเมือง

สมกับที่ Thanapol Eawsakul ยอยศเอาไว้ :“ทำให้เห็นว่า การเชลียร์ผู้มีอำนาจนั้น เป็นหนทางไป (ยังสถานะแห่ง) ลาภ ยศ สรรเสริญ”

คนอื่นๆ เห็นชื่อแล้วรู้เลย หมอพรทิพย์ ทนายสงกานต์ ดร.เสรี ทีเด็ดทั้งนั้น ได้ปฏิรูปกันมือสั่นละทีนี้ ขออนุญาตใช้ถ้อยความของ Atukkit Sawangsuk เอามาแจกแจงแล้วกัน เขาจำแนกได้มันกว่า


“ถ้าหมอพรทิพย์กับทนายสงกานต์ร่วมปฏิรูปยุติธรรมได้ ก็เอาจ่าพิชิต แหม่มโพธืดำ เข้าไปด้วยซะดีไหม” ส่วนด้านสาธารณะสุขนั้นอธึกกิตบอกว่า “บัตรทองไปแน่” เพราะมีทั้งหมอรรงค์ สหเมธาพัฒน์ และหมอธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ร่วมคณะ กำกาล อยู่ด้วย

ด้านสื่อนั้น ใบตองแห้งแว้งว่า “เจริญละ” เมื่อได้ คณิต สุวรรณเนตร ตัวเอกที่ออกกฎหมายคุมสื่อนั่นไง “นั่งร่วมกับเสรี วงษ์มณฑา ประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด แล้วมีประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ สุทธิชัย หยุ่น” ว้าว ตัวเอ้ เรียงหน้า เสียท่าขาด ชื่นฤทัย(เ) สื่อที่มีแบ็คใหญ่ไปคน ไม่งั้นดึงดันกว่านี้

สำหรับด้านสิ่งแวดล้อม ขาดไม่ได้พวก รักษ์ๆ ทั้งหลาย “อยู่ประเทศนี้ต้องสร้างภาพดีๆ ใสๆ ไม่สนใจประชาธิปไตย (รับได้ก้แต่) เผด็จการ” นั้นมิสเตอร์แสวงสุขโซ้ยว่า “ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ติดโผตามคาด เช่นเดียวกับบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์”

สรุปที่อธึกกิตแจงไว้ “ในภาพรวม แกนหลักของการปฏิรูปคือพลังอนุรักษ์นิยมสร้างภาพมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ...คิดว่าจะช่วยกันกู้ซากประเทศ” นั่นละ โดยเฉพาะบรรดา สลิ่มนกหวีด ทั้งหลาย

ไม่ว่าจะเป็น คำนูณ สิทธิสมาน กับ วันชัย สอนศิริ (ด้านการเมือง) หรือ เจษฎ์ โทณะวณิก กับ ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ (ด้านปราบทุจริต) ได้คนเหล่านี้เข้าไปเจ้ากี้เจ้าการจัดระเบียบบ้านเมือง รับรองราบคาบเป็นหน้ากอง

ส่วนพวกที่ชื่อคุ้นๆ เคย controversial อื้ออึงมาแล้ว ยังอีกเยอะ อย่าง ถวิล เปลี่ยนศรี อำนวย นิ่มมะโน ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทร์ และวิชา มหาคุณ เป็นอาทิ

นอกนั้นเสาะดูกันอีกได้ที่ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/E/205/1.PDF

ข้อสำคัญเรื่อง เอาให้อยู่หมัด เนี่ยรัฐบาล คสช. เขารอบคอบเสมอ โดยก่อนประกาศราชกิจจานุเบกษาสองวัน มีโพลสวนดุสิตออกมานำร่องไว้ก่อนแล้วว่า ประชาชนในกะลาแลนด์ยินดีปรีดากับการปกครองแบบกดไว้ข้าง ยกหางอีกข้าง ใช้อำนาจลุงตูบอย่างนี้ควบคุมผู้คนง่ายดี สงบหงอยเรียบจ้อย


ซ้ำร้ายคล้ายประกาศสัตยาบันเผด็จการกันโจ๋งครึ่ม อ้างว่าคนจำนวนมาก (ทีอย่างนี้แม่งไม่นับเสียงส่วนน้อย) “ไม่อยากให้มีการปลดล็อคการเมือง” เพื่อเตรียมตัวเลือกตั้ง ให้พรรคการเมืองหาเสียงเสนอนโยบาย ให้นักวิชาการ นักกิจกรรมวิพากษ์วิจารณ์เข็มทิศที่ คสช.ตั้งไว้ได้

พยายามจะฟันธงให้ขาดไปเลยละ ต่อจากนี้อีกสักยี่สิบปี พวก กำกาลทั้งมวลได้ช่วยกัน ยำ ปฏิรูปอร่อยเหาะ

การตัดสินจำคุก 5 ปีแต่ลดโทษเหลือ 2 ปี 6 เดือนเพราะนายจตุภัทร์รับสารภาพ สะท้อนให้เห็นความจริงมากมายที่สังคมไทยเก็บซ่อนเอาไว้ - บทบรรณาธิการ THE ISAAN RECORD: เมื่อ “ไผ่” จำต้องสารภาพ





บทบรรณาธิการ เมื่อ “ไผ่” จำต้องสารภาพ


15/08/2017
โดยบูรพา เล็กล้วนงาม
THE ISAAN RECORD


หลังจากถูกถอนประกันตัวตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค. 2559 ทำให้นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” ถูกคุมขังในทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ต่อเนื่องเป็นเวลา 7 เดือน 25 วัน นับจนถึงวันนี้ (15 ส.ค.) วันที่เขารับสารภาพว่า ทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือ ความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

การตัดสินจำคุก 5 ปีแต่ลดโทษเหลือ 2 ปี 6 เดือนเพราะนายจตุภัทร์รับสารภาพ สะท้อนให้เห็นความจริงมากมายที่สังคมไทยเก็บซ่อนเอาไว้

ความจริงประการแรกคือ เพราะเหตุใดไผ่จึงต้องรับสารภาพทั้งที่ต่อสู้คดีมาโดยตลอดนับตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค. 2559 หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น จับกุมตัวไผ่ตามหมายจับของศาลจังหวัดขอนแก่น

เหตุผลที่แท้จริงในเรื่องนี้คงไม่มีใครตอบแทนไผ่ได้ แต่ถ้าพิจารณาถึงปรากฎการณ์โดยภาพรวมที่เกิดขึ้นต่อจำเลยคดี 112 คงจะคาดการณ์กันได้

น.ส.สาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และสมาชิกคณะนิติราษฎร์ กล่าวในงานเสวนาคำพิพากษา ช่วงสิทธิในการได้รับการประกันตัวชั่วคราวในคดี 112 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2560 ว่า

หลังรัฐประหาร ปี 2549 และ ปี 2557 มีผู้ต้องหารับสารภาพคดี 112 เยอะมาก มีน้อยมากที่ตัดสินใจสู้ คดีส่วนน้อยนั้นคือคดีของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่ตัดสินใจสู้จนถึงชั้นฎีกา ไม่สารภาพ และยืนยันว่าไม่ได้ทำผิด แต่สุดท้ายก็พบว่า กระบวนการยุติธรรมไม่ตรงไปตรงมา บิดเบี้ยว นั้นเป็นจริง

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อายุ 56 ปี เป็นนักกิจกรรมแรงงาน และบรรณาธิการนิตยสารว๊อยซ์ออฟทักษิณ นายสมยศถูกตั้งข้อหาว่าทำผิดกฎมายอาญามาตรา 112 เมื่อบทความที่เขียนโดยบุคคลอื่นในนิตยสารว๊อยซ์ออฟทักษิณถูกเจ้าหน้าที่ตีความว่าเป็นข้อความที่หมิ่นเบื้องสูง

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2556 ว่า นายสมยศมีความผิดลงโทษจำคุก 10 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ส่วนศาลฎีกาตัดสินเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2560 ลดโทษจำคุกจาก 10 ลงเหลือ 6 ปีเนื่องจากเห็นว่านายสมยศมีอายุและรับโทษมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว

“พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเราตำหนิคนที่ไม่สู้ เราไม่มีสิทธิตำหนิ และห้ามตำหนิด้วย เพราะท่านไม่รู้หรอกว่า เมื่อโดนกระบวนการยุติธรรมเชิงบีบบังคับแบบนี้มันเจ็บปวดขนาดไหน” น.ส.สาวตรีกล่าว

น.ส.สาวตรีกล่าวอีกว่า การไม่ให้ประกันตัวส่งผลต่อผู้ต้องหาหลายประการ อาทิ ถูกบั่นทอนกำลังใจ กระทบความสามารถในการต่อสู้คดี และไม่ได้สิทธิในการปรึกษาทนายความอย่างส่วนตัว แต่การไม่ให้ประกันตัวไม่ใช่กลไกเดียวที่สร้างความหวาดกลัวหรือบีบบังคับ ยังมีกลไกอื่นอีก นั่นคือการพิจารณาคดีโดยลับ สิ่งเหล่านี้บีบให้เกิดการรับสารภาพ

“การรับสารภาพมีปัญหาต่อเนื่องด้วย แง่ดีคือสารภาพแล้วคุณได้ออกเร็ว แต่ผลข้างเคียงที่สำคัญมากๆ ของการรับสารภาพเท่ากับสร้างความชอบธรรมให้กระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยว จำเลยรับเองว่าผิด ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก” น.ส.สาวตรีกล่าว

สิ่งที่สมาชิกคณะนิติราษฎร์ผู้นี้อธิบายล้วนสอดคล้องกับสิ่งที่นายจตุภัทรได้รับ กลไกแรกคือ นายจตุภัทร์ไม่ได้รับสิทธิการประกันแม้จะมีการยื่นคำร้องขอประกันตัวถึง 10 ครั้ง หลังจากตัวเขาถูกถอนประกันตัวเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. สิ่งที่เกิดขึ้นกับนายจตุภัทร์กระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานที่ผู้ต้องหาและจำเลยต้องได้รับ

นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวในเสวนาเรื่อง “การแก้ปัญหาสิทธิผู้ต้องหาในการได้รับการประกันตัว” ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2556 ว่า เหตุของการจับหรือขังนั้นมีทั้งเหตุหลักและเหตุรอง เหตุหลักคือเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี จะไปยุ่งเหยิงกับพยาน และอาจก่ออันตรายประการอื่น ส่วนเหตุรองคือ ความร้ายแรงของความผิด

เหตุที่เป็นเหตุรองคือความร้ายแรงของความผิดนั้น อาจมีการปล่อยชั่วคราวได้ตามสิทธิที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ โดยตามกฎหมายผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ดูเหมือนว่ากระบวนการยุติธรรมทั้งระบบจะยกความร้ายแรงของความผิดให้กลายเป็นเหตุหลักในการไม่ปล่อยตัวชั่วคราว

“ความผิดร้ายแรงไม่ใช่ประเด็น แต่ของเรากลับทำให้มันเป็นประเด็น” นายคณิตกล่าว

จึงน่าสงสัยว่า ไผ่ถูกละเมิดสิทธิตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 หรือไม่ รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 29 บัญญัติว่า “ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้”

ส่วนกลไกที่สองคือ การพิจารณาคดีโดยลับ เห็นได้ว่าคดีของไผ่ถูกพิจารณาโดยลับตั้งแต่การขอศาลถอนประกันตัว

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2559 ศาลจังหวัดขอนแก่นไต่สวนคำร้องถอนประกันนายจตุภัทร์เป็นการลับ โดยไม่อนุญาตให้ประชาชนและบุคคลภายนอกที่สนใจเข้าฟัง

ขณะที่เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2560 ศาลจังหวัดขอนแก่นนัดสืบพยานโจทก์คดีนายจตุภัทร์นัดแรก ผู้พิพากษาก็สั่งให้คดีนี้เป็นการพิจารณาลับเนื่องจากเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคง ไม่อนุญาตให้บุคคลอื่น นอกจากคู่ความและพ่อแม่ของคู่ความร่วมฟังการพิจารณาคดี

จากข้อเท็จจริงที่กล่าวมาจึงพอเข้าใจได้ว่าเหตุใดไผ่ถึงเลือกที่จะไม่ต่อสู้คดีต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นกับไผ่ไม่ได้ส่งผลต่อตัวไผ่และครอบครัวเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความน่าเชื่อของกระบวนการยุติธรรม และนี่คือความจริงอีกด้านที่สังคมไทยไม่ยอมพูดถึง

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2560 “เจ้ย” อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำ เข้าเยี่ยมนายจตุภัทร์และออกมาบอกสั้นๆ ว่า “การไปเยี่ยมไผ่มันเพื่อตัวเอง เพื่อที่จะย้ำบอกว่ามันมีความจริงแบบนี้อยู่ และมันเตือนเราว่าเราสบายขนาดไหน”

ความจริงแบบไหนกันเล่าที่มันมีอยู่ในสังคมไทย

ความจริงประการที่สองที่สังคมไทยเก็บซ่อนเอาไว้คือ นายจตุภัทร์ถูกกล่าวหาว่าโพสท์ข้อความดังกล่าวเอง แต่นายจตุภัทร์เป็นผู้แบ่งปันรายงานข่าวของเว็บไซต์บีบีซีไทย เรื่อง “พระราชประวัติกษัตริย์พระองค์ใหม่ของไทย” พร้อมคัดลอกข้อความบางส่วนมาโพสท์เท่านั้น ขณะที่มีผู้แบ่งปันรายงานดังกล่าวอีกประมาณ 2,800 ครั้ง และเว็บไซต์บีบีซีไทยที่ผลิตและเผยแพร่รายงานดังกล่าวกลับไม่มีผู้ใดถูกดำเนินคดี

ในเมื่อไม่มีผู้ใดถูกดำเนินคดีจากรายงานดังกล่าว ไผ่ก็ไม่สมควรถูกดำเนินคดีด้วยเช่นกัน สังคมไทยเคยตั้งคำถามหรือไม่ว่า การที่พ.ท.พิทักษ์พล ชูศรี หรือ เสธ.พีท รักษาการหัวหน้ากองกิจการพลเรือนมณฑลทหารบกที่ 23 แจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2559 อันเป็นต้นเหตุให้ไผ่ถูกดำเนินคดี เป็นเรื่องทางกฎหมายหรือเป็นเหตุผลทางการเมืองกันแน่

แต่นั่นไม่เท่ากับข้อกังขาว่า เพราะเหตุใดผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมซึ่งควรต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาข้อกฎหมายถึงปล่อยให้มีการดำเนินคดีไผ่ส่งต่อไปเรื่อยๆ จากพนักงานสอบสวนสู่อัยการ จากอัยการไปสู่ศาล จนนำมาสู่การตัดสินคดีในวันนี้ (15 ส.ค.)

ความจริงประการที่สาม ได้แก่ความจริงที่ว่าไผ่ถูกดำเนินคดีมาแล้ว 4 คดี ซึ่งเป็นไปได้หรือไม่ว่า คดีทั้งหมดเกิดจากความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง ดังนี้

คดีชูป้ายต่อต้านรัฐประหาร ที่อนุสารีย์ประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2558 นายจตุภัทร์ และสมาชิกกลุ่มดาวดิน รวม 7 คน ถูกตั้งข้อหาชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่ 3/2558

คดีทำกิจกรรมที่หน้าสน.ปทุมวัน ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2558 ไผ่และสมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ รวม 14 คน ถูกตั้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2558 และผิดกฎหมายความมั่นคงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ 83

คดีจัดงานพูดเพื่อเสรีภาพฯ ที่ม.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2559 นายจตุภัทร์กับพวกรวม 11 คน ถูกตั้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2558

คดีแจกเอกสารร่างรัฐธรรมนูญ ที่ตลาดอ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2559 ไผ่และเพื่อนอีกหนึ่งคน ถูกตั้งข้อหาทำผิด พ.ร.บ.ประชามติฯ

แล้วคดีที่ไผ่ถูกตัดสินว่ามีความผิดคดีนี้ล่ะ เป็นคดีที่เริ่มต้นจากการที่ไผ่ออกมาต่อต้านการรัฐประหารหรือไม่

ความจริงทั้ง 3 ประการที่เกิดขึ้นกับไผ่คงมีน้ำหนักไม่มากก็น้อยที่ทำให้สมาชิกกลุ่มดาวดินผู้นี้จำต้องรับสารภาพ สิ่งที่ไผ่ได้รับไม่ได้กระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพของไผ่เท่านั้น แต่ยังกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนไทยทั้งสังคม จะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับผู้ที่คิดเห็นต่างจากผู้มีอำนาจ

มีคำถามว่า แล้วประชาชนจะอยู่อย่างไรในสังคมเช่นนี้ แล้วใครจะเป็นผู้ตัดสินว่าคำพิพากษาลงโทษไผ่มีความยุติธรรมหรือไม่

หมายเหตุ นายจตุภัทร์ถูกถอนประกันเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2559 ทำให้จนถึงวันที่ 15 ส.ค. 2560 ไผ่ถูกคุมขังเป็นเวลา 7 เดือน 25 วัน

ooo

ทนายให้สัมภาษณ์ คดีไผ่


https://www.facebook.com/okiokijung/videos/1639802919413293/

ooo

การสารภาพของไผ่ ดาวดิน ในสายตาของผม

ที่มา FB
Krisadang-Pawadee Nutcharus

อันที่จริงไม่คิดจะพูดหรือเขียนเกี่ยวกับเรื่องคดีของไผ่อีกแล้ว เพราะเมื่อวานนี้(15 สค. 60) ศาลจังหวัดขอนแก่นได้พิพากษาจำคุกไผ่ไปแล้ว 2 ปี 6 เดือน

แต่หลังจากที่ศาลตัดสินแล้ว มีผู้คนมากมายทั้งสื่อมวลชนไทยและเทศรวมทั้งญาติสนิทมิตรสหายถามไถ่ผมในฐานะที่เป็นทนายความ(คนหนึ่ง)ของไผ่ว่า “ทำไมไผ่มันรับสารภาพ” จึงเป็นเหตุให้ผมตัดสินใจพูดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง

ต้องบอกก่อนว่า ความคิดเห็นของผมในเรื่องนี้เป็นความคิดเห็นของผมเพียงคนเดียว ไม่เกี่ยวข้องกับไผ่และครอบครัวของไผ่หรือทนายความคนอื่น ๆ ทั้งสิ้น และผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาโดยไม่ได้รับฉันทานุมัติจากใครเลย

ประการแรกในเรื่องนี้คือ “ผมรู้มาก่อนมั้ยว่าไผ่จะรับสารภาพไม่ต่อสู้คดีนี้”
ตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า “ไม่รู้” อธิบายความไว้อย่างนี้ว่า ข้อเสนอที่จะให้ไผ่รับสารภาพไม่ต่อสู้คดีนี้นั้นความจริงมันมีมาก่อนหน้านี้นานแล้วตั้งแต่ที่ไผ่ถูกจับใหม่ ๆ ทั้งจากผู้ปรารถนาดีจากญาติมิตรบางส่วนและแม้จากผู้มีอำนาจที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับไผ่

ผมและเพื่อนทนายความเองไม่เคยซักไซ้หรือเสนอความเห็นเรื่องนี้แต่อย่างใด เพราะไผ่ก็ไม่มีท่าทีกับเรื่องนี้เลย แถมดูท่าทางไม่สนใจเสียด้วยซ้ำ
จนกระทั่งเช้าวันที่ 15 สค. 60 ซึ่งมีนัดสืบพยานฝ่ายโจทก์ในคดีนี้ ก่อนเริ่มพิจารณาคดีผู้พิพากษาเจ้าของคดีได้เชิญผมกับทนายจำเลยคนอื่นไปถามที่หน้าบัลลังก์ของศาลว่า เรื่องนี้ทางฝ่ายจำเลยมีความเห็นอย่างไร หมายถึงยังยืนยันจะต่อสู้คดีหรือจะพิจารณาในทางอื่น (ซึ่งหมายความถึงการรับสารภาพ) 

ผมจำได้ว่า ผมเรียนท่านผู้พิพากษาไปอย่างชัดเจนว่า ผมขอให้ไผ่และครอบครัวเป็นผู้ตัดสินใจดีกว่า แล้วในที่สุดผมก็ปล่อยให้ไผ่กับพ่อแม่อยู่ในห้องพิจารณาคดีที่ 8 กับผู้พิพากษาเพื่อใคร่ครวญเอง
ประมาณเกือบชั่วโมงพ่อกับแม่ของไผ่เดินออกมาจากห้องพิจารณาและขอให้ผมกับทนายแสงชัยเข้าไปคุยกับไผ่

ไผ่นั่งอยู่บนม้านั่งยาวในห้องพิจารณาคดีเพียงลำพัง เราสบตากันอยู่นาน ไผ่ยังคงทรนงองอาจอย่างที่เขาเคยเป็น

ผมพูดกับไผ่อยู่สามประโยคทั้งที่เขาไม่ได้ถามอะไร
ผมบอกเขาว่า ผมเชื่อว่าคุณไม่มีวันชนะในการตัดสินคดีนี้อย่างแน่นอน ส่วนการตัดสินใจใด ๆ ของคุณในวันนี้นอกจากเพื่อตัวเองแล้วคงต้องคิดเพื่อพ่อกับแม่ที่รักคุณสุดหัวใจด้วย และสุดท้ายอย่าหวังว่าการต่อสู้เพื่อความถูกต้องและเป็นธรรมจะได้รับชัยชนะได้ในเร็ววัน แต่ที่สำคัญกว่าคือประสบการณ์ความเจ็บปวดที่คุณได้รับเพื่อความถูกต้องและเป็นธรรมทุก ๆ ครั้งที่ผ่านมาจะสอนให้คุณรู้คุณค่าของความถูกต้องเป็นธรรมที่คุณใฝ่ฝันหา

ไผ่มองหน้าเราสองคนและพยักหน้า

ผมเดินกลับไปหาผู้พิพากษาและบอกว่า จำเลยจะรับสารภาพ

คำถามสุดท้ายของผู้คนที่มีต่อผมคือ “ทำไม่ไผ่จึงรับสารภาพ”
ขอตอบว่า ผมไม่รู้และไม่อยากรู้
ผมเข้าใจว่าคำตอบมีอยู่ในสิ่งที่เกิดขึ้นในคดีนี้แล้วนับแต่วันที่ไผ่แชร์ข้อความจากบีบีซีไทยในเฟซบุ๊คของเขาจนกระทั่งถึงวันที่ศาลตัดสิน
สิ่งที่ผมแถลงต่อสังคมไปถึงเหตุที่ไผ่รับสารภาพนั้นเป็นสิ่งที่ไผ่บอกกับผมในฐานะทนายความของเขาเพื่อแจ้งให้สังคมรับทราบ

แต่สิ่งที่เราทั้งคู่เข้าใจดีคือ การถูกพิพากษาตัดสินว่าผิดในคดีนี้ก็เป็นเพียงไปตามที่ตัวบทกฎหมายของสังคมในวันนี้กำหนดไว้เท่านั้น

ความเป็นธรรมและความถูกต้องในหัวใจของเราเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
สิ่งที่เราได้รับในวันนี้ก็เป็นเพราะเราได้ทำมันในวันเวลาที่ผ่านมา
และสิ่งที่เราจะได้รับในอนาคตก็จะได้จากสิ่งที่เราจะทำต่อไปจากวันนี้ต่างหาก


Krisadang-Pawadee Nutcharus

จีนโขก 4พันล้าน ค่าคุมงานก่อสร้างไฮสปีดโคราช





จีนโขก 4พันล้าน ค่าคุมงานก่อสร้างไฮสปีดโคราช


วันที่ 14 สิงหาคม 2560
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

ค่าคุมงานไฮสปีดกรุงเทพฯ-โคราชทะลุ 4 พันล้าน ไทยบี้จีนลดราคา เร่งปิดดีลให้จบ ส.ค. เปิดไซต์ก่อสร้าง ต.ค.นี้ จับตาเงื่อนเวลาไม่เป็นใจ บีบนำเข้าเหล็กจีน 150 ตัน ตอกเข็ม 3.5 กม.หลังผู้ผลิตไทยเปิดไลน์ไม่ทัน

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า วันที่ 15-17 ส.ค. 2560 จะมีประชุมคณะกรรมการร่วมไทย-จีน ครั้งที่ 20 เดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงรุงเทพฯ-นครราชสีมา 253 กม. เงินลงทุน 179,412 ล้านบาท โครงการร่วมมือของรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีน

ขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างเจรจากับจีนค่าจ้างออกแบบโครงสร้างพื้นฐานด้านโยธาและค่าคุมงานก่อสร้าง ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว จากนั้นเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติและเซ็นสัญญาต่อไป ให้ทันกับกรอบเวลาก่อสร้างระยะแรกสถานีกลางดง-ปางอโศก 3.5 กม. วงเงิน 425 ล้านบาท ภายในเดือน ก.ย.-ต.ค. 2560 จากนั้นจะทยอยอีก 3 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 2 อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา 11 กม. ตอนที่ 3 แก่งคอย-นครราชสีมา 119.5 กม. และตอนที่ 4 แก่งคอย-กรุงเทพฯ 119 กม.

“ค่าจ้างออกแบบเจรจาจีนลดจาก 2,014 ล้านบาท อยู่ที่ 1,706 ล้านบาท ส่วนค่าคุมงานก่อสร้าง กำลังพิจารณากำลังคนที่ต้องจ้าง ซึ่งจีนเสนอ 500 คน วงเงิน 5,140 ล้านบาท จ้างคนจีน 50 คน และคนไทย 450 คน ตอนนี้ต่อรองลดลงมาอยู่ที่ 4,000 ล้านบาท จะให้ลดลงมาที่ 3,000 ล้านบาท แต่ยังเกินจากกรอบวงเงินที่ ครม.กำหนด 1,648 ล้านบาท”

ทั้งนี้การก่อสร้างทั้งโครงการ ฝ่ายไทยจะดำเนินการ 75% ได้แก่ งานโยธา แหล่งจ่ายไฟฟ้ากำลัง โดยใช้ผู้รับเหมา วัสดุและอุปกรณ์ผลิตในประเทศไทย ส่วนฝ่ายจีนจะดำเนินการ 25% ได้แก่ ระบบราง รถไฟฟ้า และอาณัติสัญญาณ เนื่องจากใช้ระบบเทคโนโลยีจากจีน และเป็นโครงการความร่วมมือรัฐบาลต่อรัฐบาลหรือจีทูจี

สำหรับการใช้เหล็กข้ออ้อยก่อสร้างในโครงการ คาดว่าจะใช้ 7-8 แสนตัน ได้ตกลงกับจีนแล้วสามารถใช้เหล็กข้ออ้อยผลิตในประเทศได้ โดยจะส่งสเป็กให้ไทยดำเนินการผลิตต่อไป

แต่เนื่องจากเป็นเหล็กข้ออ้อยที่ใช้สำหรับรถไฟความเร็วสูงที่ไทยไม่เคยผลิตมาก่อน ทางผู้ประกอบการต้องปรับไลน์การผลิตใหม่ให้ได้ตามสเป็กของจีน รวมถึงการขอมอก.เพราะไม่มีอยู่ในประเภทที่ มอก.รับรองไว้ อาจจะใช้เวลาพอสมควร ทำให้การเริ่มงานระยะแรก 3.5 กม.ในเดือน ต.ค.นี้ ทางผู้ผลิตเหล็กไทยอาจจะผลิตไม่ทัน ซึ่งกรมทางหลวง (ทล.) ผู้ก่อสร้าง อาจจะต้องนำเข้าจากต่างประเทศหรือจากจีนเพื่อให้ได้ตามสเป็กรถไฟความเร็วสูง ซึ่งงานช่วงนี้จะใช้ประมาณ 150 ตัน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ส.ค.-ก.ย.นี้จะเสนอ ครม.อนุมัติร่างสัญญาจ้างที่ปรึกษาออกแบบ 1,706 ล้านบาท ส่วนการจ้างคุมงานก่อสร้างจะหารือในการประชุมครั้งที่ 20

แห่แชร์ ศาลเตี้ย ทหารซ้อมผู้ต้องหา ไม้ฟาด-เตะ หลังพบฉี่สีม่วง



...






เศรษฐกิจฝืด... ตลาดปลากระป๋องหดตัวครั้งแรกในรอบ 30 ปี “ไฮคิว” ชี้กำลังซื้อรากหญ้าฝืดหนัก - Forbes Thailand





ตลาดปลากระป๋องหดตัวครั้งแรกในรอบ 30 ปี “ไฮคิว” ชี้กำลังซื้อรากหญ้าฝืดหนัก

โดย พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
11 สิงหาคม 2560
ที่มา Forbes Thailand


ตลาดปลากระป๋องครึ่งปีแรก 2560 ติดลบ 3% วิกฤตหนักครั้งแรกในรอบ 30 ปี เจาะรายละเอียดพบยอดขายหดแรง 10% ในช่องทางขายผ่านร้านค้าดั้งเดิม สะท้อนภาพเกษตรกร-คนชนบทกำลังซื้อตกต่ำ ขณะที่ยอดขายผ่านร้านสะดวกซื้อโตพุ่ง 20%

สุวิทย์ วังพัฒนมงคล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไฮคิวผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด เปิดเผยว่า ยอดขายปลากระป๋องทั้งตลาดช่วงครึ่งปีแรก 2560 เกิดภาวะยอดขายติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี โดยติดลบ 3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หรือคิดเป็นมูลค่าที่ลดลงประมาณ 113 ล้านบาทจากยอดขายครึ่งปีแรกปี 2559 ที่มีมูลค่า 3,750 ล้านบาท

โดยรายละเอียดตลาดติดลบครั้งนี้ พบว่าเกิดจากยอดขายหดตัวแรงในช่องทางขายร้านค้าดั้งเดิม (Traditional Trade) หดตัวเกือบ 10% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ในขณะที่ยอดขายผ่านทางโมเดิร์นเทรด เช่น ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า ยังเติบโต โดยเฉพาะช่องทางร้านสะดวกซื้อซึ่งเติบโตถึง 20% สะท้อนให้เห็นว่า กำลังซื้อในต่างจังหวัดกลุ่มเกษตรกรซึ่งเป็นผู้ซื้อหลักของปลากระป๋องลดลง




สุวิทย์ วังพัฒนมงคล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไฮคิวผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด


“ภาวะตลาดปลากระป๋องติดลบไม่เคยเกิดขึ้นมานาน 30 ปีแล้ว อาจจะเกิดจากช่วงไตรมาส 1 ไม่ใช่หน้าเก็บเกี่ยวผลผลิต และราคาพืชผลเกษตรยังไม่ดีนัก ประชาชนมีหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้ขาดกำลังซื้อ สำหรับครึ่งปีหลังมองว่าตลาดจะกลับมาฟื้นตัวหรือไม่ขึ้นอยู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะได้ผลมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ขึ้นอยู่กับราคาพืชผลเป็นหลักและภัยพิบัติน้ำท่วม" สุวิทย์กล่าว

ด้านยอดขายช่วงครึ่งปีแรก 2560 เฉพาะปลากระป๋องแบรนด์โรซ่าซึ่งเน้นเจาะกลุ่มตลาดชนชั้นกลางยังเติบโต 3% แต่แบรนด์ไฮคิวซึ่งเน้นกลุ่มรากหญ้าติดลบถึง 10% อย่างไรก็ตาม สุวิทย์มองว่าจะยังไม่ใช้กลยุทธ์จัดโปรโมชันเร่งยอดขายเพิ่มเพราะปลากระป๋องเป็นสินค้าที่ได้กำไรต่ำอยู่แล้ว จะวางแผนประคองตัวให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปก่อน

...



วันพุธ, สิงหาคม 16, 2560

ขณะที่รัฐบาลคณะรัฐประหารกำลังวุ่นวายกับการสกัดกั้นการมาชุมนุมให้กำลังใจยิ่งลักษณ์ ชินวัตรในวันที่ 25 สค. 2560 ปัญหาชายแดนภาคใต้ ก็ไม่ได้รับการใส่ใจ - ปล้นรถ 6 คัน คาร์บอมบ์ป่วนใต้ (คลิป)





ขณะที่รัฐบาลคณะรัฐประหารกำลังวุ่นวายกับการสกัดกั้นการมาชุมนุมให้กำลังใจยิ่งลักษณ์ ชินวัตรในวันที่ 25 สิงหาคม 2560

แต่ปัญหาชายแดนภาคใต้ ก็ไม่ได้รับการใส่ใจ

อย่าแปลกใจว่าเมื่อถึงวันหนึ่งบูรณภาพเหนือดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมจากรัฐส่วนกลางอีกต่อไป

https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_475135


Thanapol Eawsakul

ooo

https://www.facebook.com/tnamcot/videos/1215997241837746/

ooo

สดๆคาร์บอม

จาก FB

หม่อมถนัดแดก








'ไผ่' กับ Game of Thrones ("Bend the knee...or refuse and die")





'ไผ่' กับ Game of Thrones

ป้ายสีแดงตัวอักษรสีขาวติดอยู่หน้าห้องพิจารณาคดี 8 ศาลจังหวัดขอนแก่น เขียนชัดเจนว่า "พิจารณาลับ"

เป็นครั้งแรกที่ได้จับมือแม่ของไผ่

แม่เปิดประตูเดินร้องไห้ออกมา เป็นช่วงเวลาที่พ่อกับแม่ปล่อยให้ไผ่ได้อยู่คนเดียวในห้องพิจารณาเพื่อคิดทบทวนและตัดสินใจด้วยตัวเอง ด้วยรู้ว่าถ้าแม่อยู่ไผ่ก็จะยิ่งลังเล เพราะเจ้าตัวยืนยันเสมอว่าตนไม่ผิด ในขณะที่แม่อยากให้รับสารภาพเพราะไผ่สู้มานานแล้ว

"ชีวิตมันไม่ได้มีไผ่แค่คนเดียว ไผ่เจ็บแม่ก็เจ็บด้วย ที่ผ่านมาไผ่สู้เพื่อคนอื่นมาโดยตลอด มันไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัวหรอกที่จะทำเพื่อชีวิตตัวเองและครอบครัวบ้าง ชีวิตของไผ่ยังอีกไกล แม่ไม่อยากให้เขาใช้ชีวิตวัยหนุ่มอยู่ในคุก"

ฟังคำแม่พูด ใจนึกถึงฉากใน Game of Thrones ที่เพิ่งดูคืนก่อนไปศาล

"Bend the knee...or refuse and die"

จงคุกเข่าหรือปฏิเสธและยอมตาย, สองทางที่ต้องเลือกต่อหน้ามังกรที่น่าหวาดหวั่น, Dickon Tarly ผู้ยังหนุ่มแน่นเลือกที่จะตายด้วยไฟของมังกรพร้อมกับพ่อของเขาเพื่อรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีไว้ แม้พ่อจะขอให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไปก็ตาม

ไผ่จะเลือกอะไรในสภาพการณ์ที่จริงๆ แล้ว ไร้ทางเลือก

ลูบมือแม่ อยากปลอบแม่ แต่ไม่รู้ต้องทำยังไง เลยตอบกลับไปว่า บางทีคนในวัยเรากับไผ่อาจจะยังไม่ถึงจุดที่จะให้ความหมายกับชีวิตแบบเดียวกันกับที่แม่มอง ในวันที่จุดยืนและอุดมการณ์ของวัยหนุ่มสาวยังเป็นเลือดหล่อเลี้ยงหัวใจให้ลืมตาตื่นขึ้นมาใช้ชีวิต ... แต่อย่างน้อยที่สุด ไม่ว่าไผ่จะตัดสินใจยังไง พ่อกับแม่ก็ทำดีที่สุดในการเลี้ยงลูกให้เติบโตขึ้นมาอย่างกล้าหาญและมีหัวใจที่เชื่อมั่นในความยุติธรรม

แม่เข้าไปในห้องพิจารณาคดีอีกครั้งพร้อมผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าเพื่อรับฟังการตัดสินใจของลูกชาย ไม่นานนักก็ออกมาใหม่ ผ้าเช็ดหน้าไม่อยู่กับแม่แล้ว แต่อยู่ในมือไผ่ที่นั่งร้องไห้อยู่ในห้อง

ถ้าในซีรีย์ Dickon Tarly เลือกเดินกลับมาในแถวและยอมคุกเข่าลงเหมือนทหารคนอื่นๆ นอกจากพ่อของเขา เราก็จะเป็นคนดูอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้รู้สึกเลยว่าเขาคือผู้พ่ายแพ้ในสงครามที่ไม่ได้ให้คุณค่ากับความถูกผิดมาตั้งแต่ต้น

ไผ่ การตัดสินใจวันนี้เป็นสิ่งที่กล้าหาญที่สุด เราโคตรนับถือหัวใจนายเลย Pai Jatupat รอเวลาที่จะได้ร่วมทำตามลิสต์ที่ไผ่'คิดไว้เต็มเลยถ้าได้ออกไป' นะ 🙂

Note: ความผิดหวังที่สุดทั้งในฐานะสื่อและมนุษย์คนหนึ่ง คือการไม่สามารถบอกสังคมได้ตรงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนและหลังไผ่ตัดสินใจรับสารภาพ ซึ่งจริงๆ สะท้อนความบิดเบี้ยวของความยุติธรรมในประเทศไทยได้ชัดเจนที่สุด


WorldWirada Saelim

ooo




จักรภพ เพ็ญแข : ปลอบไผ่





ปลอบไผ่ (16 ส.ค. 60)

ขอปลอบ "ไผ่" ให้อย่าเศร้า อย่าเหงานัก
จงตระหนัก หลักที่สู้ คนรู้เห็น
รักความจริง เราต้องข้าม ความอยู่เป็น
"ไผ่" จะเด่น และจะดัง หลังจากนี้

ทรราช ร่วมกัน ลงทัณฑ์ "ไผ่"
สู้ด้วยใจ "ไผ่" งาม ตามวิถี
เอาเวลา มาตรึกตรอง มองด้านดี
"ไผ่" ยังมี เวลามาก ฝากบ้านเมือง

คำตัดสิน ของขี้ข้า ตุลาต่ำ
คือสีดำ เข้าเขมือบ ร่วมเหลือบเหลือง
จุดเทียนไท ไฟแดง ส่งแสงเรือง
จะเกิดเมือง ไทยใหม่ ไผ่ดาวดิน.

จักรภพ เพ็ญแข
16 สิงหาคม 2560


จักรภพ เพ็ญแข - Jakrapob Penkair


จะเป็นด้วยเหตุนี้หรือเปล่า ทำให้ไผ่ ดาวดินจำต้องตัดสินใจยอมรับสารภาพก่อนการตัดสินคดี

การตัดสินจำคุกไผ่ ดาวดิน สองปีครึ่ง ในคดีนำบทความของบีบีซีไทยเกี่ยวกับพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑๐ ไปแชร์บนเฟชบุ๊ค สำหรับหลายคนอาจคิดว่า เหนือกว่าการคาดหมาย

อันมิใช่ในแง่ของการยอมสารภาพ หากแต่เป็นการลดหย่อนผ่อนโทษ ทั้งที่ไผ่ยังมีคดีขัดคำสั่ง คสช. ฉบับที่ ๓ อีกหลายคดี ที่ศาลสามารถบวกโทษจำให้เขาอีกเป็นสิบๆ ปีได้ เช่นกัน

แต่ก็ทำให้อีกหลายคนเชื่อว่านี่เป็นการสร้างแบบบท หรือ precedent ให้กับการดำเนินคดี ๑๑๒ ต่อไปข้างหน้า ว่าจะหนักหน่วงมากยิ่งขึ้นสำหรับรัชกาลใหม่

โดยทั่วไปในสากลโลก ใครๆ ก็มองว่าการคุมขังนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา เป็นเวลา ๘ เดือน ก่อนจะมีการพิจารณาคดีลับนั้น เป็นการกดดันผู้ต้องหาให้ยอมรับสารภาพ ขณะที่ความตั้งใจของไผ่ในเบื้องต้น “หวังจะสู้คดีในศาลอย่างเปิดเผย เพื่อให้สังคมได้รับรู้”

จากกการเปิดเผยของนายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน แจ้งว่าเหตุที่ไผ่ยืนหยัดสู้คดีมาจนกระทั่งวันสุดท้าย เนื่องจาก “ไผ่มีความเห็นว่า คดีดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นความไม่เป็นธรรมในสังคม จึงเลือกที่จะต่อสู้อย่างเปิดเผยในศาล เพื่อที่จะให้สังคมได้รับรู้

แต่เมื่อศาลใช้อำนาจสั่งให้เป็นการพิจารณาคดีลับ ไผ่จึงเห็นว่ากระบวนการพิจารณาคดีดังกล่าวไม่บรรลุผลในการชี้ให้สังคมได้เห็นถึงกระบวนการทางกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมได้


iLaw เล่าเหตุการณ์วันพิจารณาคดีเมื่อวานนี้ (๑๕ สิงหาคม) ศาลใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเจรจากับนายจตุภัทร์และครอบครัวในห้องพิจารณา โดยให้ทีมทนายผู้ต้องหาและอัยการออกจากห้องไปก่อน

“พ่อของจตุภัทร์เล่าว่า ได้พูดคุยเรื่องความเป็นไปได้ของอัตราโทษหากจตุภัทร์ตัดสินใจรับสารภาพ”

จากนั้นองค์คณะผู้พิพากษาออกไปปรึกษากันนอกห้องพิจารณา ปล่อยให้ไผ่ได้ไตร่ตรองอยู่ผู้เดียวจนกระทั่งเวลา ๑๑.๐๐ น. ศาลกลับขึ้นบัลลังก์อีกครั้ง คุยกับจตุภัทร์จนกระทั่งผู้ต้องหาเปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพ

ศาลพักการพิจารณษถึงเวลาบ่ายสี่โมงจึงกลับมาอ่านคำพิพากษาโดยสั่งให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องกับคดีออกไปนอกห้อง คำพิพากษาให้จำคุกไผ่เป็นเวลา ๕ ปี แต่เนื่องจากผู้ต้องหารับสารภาพ จึงลดโทษจำคุกลงเหลือ ๒ ปี ๖ เดือน


พิจารณาตามความผิดที่ไผ่ยอมรับสารภาพ ดังที่ Somsak Jeamteerasakul เขียนวิจารณ์ “ทบทวนคดี” ไว้ว่า “ไผ่ ถูกตั้งข้อหาว่าหมิ่นฯ ด้วยการแชร์ข้อความ ๔ ย่อหน้าสุดท้าย บทความพระราชประวัติกษัตริย์วชิราลงกรณ์ จาก บีบีซีไทย - BBC Thai...

“หัวใจของคำฟ้องคือตรงนี้ อัยการบอกว่าข้อความดังกล่าว...มีความหมายว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว...รัชกาลที่ ๑๐ ไม่น่าจะมีพระบารมี ไม่เป็นที่เคารพสักการะเท่าพระราชบิดา...

อันเป็นการดูหมิ่น สบประมาท เหยียดหยาม พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๑๐ ซึ่งเป็นที่เคารพรักสักการะของพสกนิกรชาวไทย...”

ซึ่ง สศจ. ชี้ว่าเนื้อถ้อยในบทความที่แปลเป็นไทยไม่ตรงกับต้นฉบับภาษาอังกฤษ “คือในต้นฉบับภาษาอังกฤษ บอกว่า

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าบารมีเป็นเรื่องที่ต้องสร้างสั่งสมด้วยตัวเอง (กรณีของพระราชบิดาใช้เวลาถึง ๗๐ ปี) ไม่สามารถรับทอดกันมาได้ (must be earned, not inherited)

ขณะที่ในต้นฉบับภาษาไทยไม่ระบุถึงสิ่งเหล่านี้ (การอ้างผู้เชี่ยวชาญด้านราชวงศ์ไทย และระยะเวลาสั่งสมบารมี ๗๐ ปี)

แม้นว่าในคำแปลภาษาไทยรวบรัดเนื้อความบางตอน ดังที่ สศจ. ยกมาเปรียบเทียบกับคำแปลของตนเอง พบว่าต้นฉบับภาษาไทยไม่ได้แปลโดยละเอียดจากประโยคที่ว่า “But he has had decades to observe and learn from the complex flow of power that surrounds the monarch.

(คำแปลของ สศจ. ว่า “แต่พระองค์ก็ทรงได้มีเวลาหลายทศวรรษมาแล้วในการสังเกตการณ์และเรียนรู้จากความเคลื่อนไหวของอำนาจอย่างซับซ้อนที่ล้อมรอบองค์กษัตริย์”)

ซึ่ง สศจ. แย้งต่อไปว่า “แน่นอน ก็อาจจะบอกว่าผลที่ออกมาเหมือนกัน คือเวลาที่มากกว่าทำให้มีบารมีมากกว่า – แต่มันมีความแตกต่างในแง่ความหมายและประเด็นอยู่”

(อ่านรายละเอียดคำวิจารณ์ของ สศจ. ได้ที่ https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/1398272186892723)

“ความแตกต่าง” ก็คือดูเหมือนภาคภาษาไทย บางตอนจะทำให้ ทรงกริ้ว ได้มากกว่า แต่บางส่วนที่ภาคภาษาไทยไม่มี ก็อาจใช้เป็นข้อต่อสู้เพื่อลด ‘velocity’ แรงโกรธลงได้บ้าง

หากแต่แก่นแข็งร้ายแรงของข้อหา ๑๑๒ อยู่ที่เนื้อหาหนักเบาไม่สำคัญเท่า เรื่องอย่างนี้แตะไม่ได้ แม้ไม่ถึงกับกระทบก็ตามที หากมีใครสักคนยื่นฟ้อง ไม่ว่าเขาหรือหล่อนเจตนาเช่นไร ข้อหาหนักแน่นหรือไม่ ผู้ถูกฟ้องจะต้องได้รับโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง

ยิ่งใครหัวหมอขอสู้คดี นอกจากไม่มีทางชนะแล้ว ยิ่งจะโดนหนักเข้าไปใหญ่ ศาลไทยตัดสินจำคุกคดีหมิ่นกษัตริย์ ๔๕ ปี ๖๐ ปี อย่างหน้าตาย ไม่อาย ไม่ยี่หระกับเสียงทักท้วง เรียกร้อง และคัดค้านจากองค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติ จนทำให้รัฐไทยไม่เป็นรัฐชาติในความหมายที่โลกอารยะยอมรับไปแล้ว

จะเป็นด้วยเหตุนี้หรือเปล่า ทำให้ไผ่ ดาวดินจำต้องตัดสินใจยอมรับสารภาพก่อนการตัดสินคดี